จ๊าบแลนด์ จ๊าบสุดสุด

posted on 10 Dec 2010 19:13 by sistry
ช่วงนี้ได้มีโอกาสเสวนากับพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง
เนื่องด้วยผมได้ไปทำงาน ซึ่งพี่เขาเป็นพวกรับงาน ออแกไนซ์ น่ะครับ
ถ้าบางคนไม่รู้จัก ออแกไนซ์ คืออะไร ออแกไนซ์ก็คือ
ออ = คนเยอะ ๆ
แก = กู
ไนซ์ = ดูดี
ออ แก ไนซ์ = คนเยอะแต่ว่ากูดูดีสุด
เอาเป็นว่าโอเคนะ : D
เวลางานก็ทำไป ก้มหัวหง่ก หง่ก ลูกค้าเรื่องมากก็ฺ็ต้องก้มหัวฟัง
งานแบบนี้ก็ต้องใช้ความอดทนเหมือนกันเนอะครับ สำหรับผุ้ที่ทำงานกินเงินเดือน
แต่ถ้าชำนาญแล้วผมแนะนำให้ไปทำงาน เก็บหอยเชอร์รี่
ก้มแม้งเข้าไป ก้มเข้าไป ก้ม ก้ม และ ก้ม แล้วรูปร่างตอนแก่ก็จะเหมือนหอยเชอร์รี่ไปเอง
อ่านมาตั้งนาน เริ่มคิดแล้วใช่ไหมครับว่า จ๊าบแลนด์อะไรของมึง อีลากกล้วยยย
ก็เนี่ย เดี๋ยวสิครับ กูกำลังจะเข้าเรื่อง ขอออกอ่าวหน่อยสิ จริงจังเหลือเกินนะฮ๊าว์ฟ
พอเลิกงาน ก็เป็นช่วงเวลาของเรา
ที่ที่ต่างจังหวัด รีสอร์ท เงียบ เงียบ . . เหรอ!! อีห่า ผับเยอะชิบหายย
แล้วไงล่ะ มีทำไมผับ ?
มี แล้ว กูก็ต้องไปเยือนสักหน่อย
ที่นี่เต็มไปด้วย สมายด์ สบาย สไตล์ จ๊าบแลนด์
ผู้ชายมีมอไซค์ ผู้หญิงมีรอยท่อ แหม่ะช่างควบคู่กัน
เรื่องจ๊าบ ๆ ใกล้เข้ามาแล้วล่ะ . . .
 
ผมก็เข้าไปนั่งโต๊ะ สั่งเครื่องดื่ม
บ๋อย : รับไรดีครับ
ผม : เอา . .  เอ่อ . . .อืมม .. แตงโมปั่น
บ๋อย : (จ้องหน้า)นี่กวนตีนหรือเปล่าครับ
ผม : เอ้า ไอ้เชี่ย กูสั่งจริงๆ กูกวนตีนที่ไหนกัน ไปเอามา! get away!
บ๋อย : .. เออรอสักครู่นะครับ
ผม : เออ ครู่เล็กนะ ไม่เอาครู่ใหญ่ ไม่งั้นกูจะ .. !!! เพล้งง
มาเลยครับ คู่เล็ก และ คู่ใหญ่ รองเท้าสิครับ
แต่โชคดี ผมมีความสามารถสูง ผมหลบหลีกได้คล่องแคล่วว่องไวเหมือนสักลิงลม
หลบซ้ายขวา รองเท้าไม่มีโดน แต่ที่กูโดนเนี่ยแตงโมทั้งลูก! กูลืมก้มน่ะ อิอิ
แต่แค่นี้น่ะหรือจะทำให้ผมยอม ผมหยิบอาวุธในกระเป๋าขึ้นมา ฟ้าวววว! เสียง ชัก ที่ผมหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าคือ
ปืนเด็กเล่น เบ้ง เบ้ง! แอ่ะ ตาย แน่ เมิงง!!  แต่มันไม่ตลกกะผมสิครับ
พอสิ้นเสียง เบ้ง เบ้ง หรือตัวอีกทีกูก็ตื่นที่โรงแรม . .
ไม่ใช่สลบนะ แต่
 
กูฝันไป . .
 
ปล.
จ๊าบตรงไหน?
ตอบ จ๊าบตรงนี้
 

one day หนึ่งวัน วันหนึ่ง

posted on 30 Nov 2010 23:04 by sistry

วันหนึ่ง ที่ฟ้าครึ้ม ก่อนฝนจะตก

ฉันก้าวผ่านถนนเส้นเดิมที่ฉันก้าวผ่านอยู่ทุกวัน

ฉันก้าวเดินออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อย

ฝนเริ่มตกมาเป็นสะเก็ดน้ำเล็ก ๆ ทีละหยด จากนั้นก็กระหน่ำลงมาทีละหลายล้านหยด

ฉันต้องเดินหาที่หลบฝน . .

ฉันเดินเข้าไปหลบในมุมที่มีร่มโฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งกางอยู่

ฉันเฝ้ารอให้ฝนซาเพื่อที่ฉันจะได้เดินทางต่อไป

นาทีแล้ว นาทีเล่า ฝนก็มีแต่กระหน่ำลงมาเรื่อยเรื่อย

ฉัน ก็ ได้ แต่ ยืน มอง . .

รอแล้วรอเล่า ชวนทำให้สมองคิดถึงใครสักคนหนึ่งที่เคยยืนอยู่ข้างฉันเมื่อยามฝนตก

 

เราเคยหลบฝนในร่มคันเดียวกัน

เราเคยตัวเปียกฝนด้วยกัน

เราเคยทะเลาะกันในวันที่ฝนตก

เราเคยกินข้าวกันในวันที่ฝนไม่เป็นใจ

 

ไม่รู้สิว่าทำไมสมองมันถึงสั่งการให้คิดถึงคนคนนั้น

ทั้งทั้งที่เรื่องมันนานจนสมองน่าจะลืมมันไปซะ

แต่คงเป็นเพราะหัวใจสั่งการให้สมองห้ามลืม

. . .

 

พอทีเถอะ จบเรื่องแบบนี้ไว้เสียก่อน

ฉันต้องหาอะไรทำใต้ร่มคันเล็กๆนี่ ที่น้ำยังคงกระเซ็นถูกกางเกงอยู่ตลอด

ฉันหยิบเครื่องเล่นเพลงชิ้นหนึ่งขึ้นมาฟัง

เสียงเพลงมันก้ช่วยทำให้ฉันยืนรอฝนซาได้โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายสักเท่าไหร่

 

เวลานี้มาถึง ฝนเริ่มซา จำนวนฝนเริ่มน้อยและเบาบาง

ฉันเริ่มก้าวเดินต่ออีกครั้ง

ฉันก้าวเดินเพื่อที่จะไปที่จุดหมายแห่งหนึ่ง

จุดหมายแห่งนั้นเต็มไปด้วยมลพิษมากมายทั้งทางเสียง ทางกลิ่น ผู้คนมากมายแย่งกันขึ้นรถ แย่งกันปล่อยมลพิษใส่กันและกัน

และโลกซึ่งไม่สามารถจะสื่อสารกับมนุษย์ได้ ก็ได้แต่นิ่งเงียบและรับความร้อนที่ผู้คนส่งขึ้นไปให้เป็นของขวัญ

แต่ฉันไม่ได้สนใจตรงจุดนี้สักเท่าไร

โลกจะเป็นยังไงแล้วยังไงต่อ ถ้าถามฉันว่าฉันต้องการโลกไหม ฉันจะตอบว่า "ไม่"

เพราะโลกก็คงไม่ได้ต้องการ "เรา" เหมือนกัน

ถ้าทุกคนเลือกที่จะไม่ต้องการโลก ทุกทุกสิ่งมันคงเกิดระบบหมุนเวียนของมันที่เป็นระบบ

ขอขอบคุณมนุษย์ที่เกิดมาช่วยทำลายโลกด้วยกัน

 

เอาล่ะ ฉันคิดอะไรเพ้อเจ้อตลอด เวลาที่ฉันต้องไปไหนมาไหนคนเดียว

และนี่ฉันก็กำลังจะถึงจุดหมายที่ฉันต้องไป

มันเป็นที่ที่ทุกคนจะต้องเคยไปและเคยเหยียบที่นั่น

ผมถึงแล้ว . . .

 

 

..

"ป้ายรถเมล์"

หลังจากที่ผมได้ห่างหายจากบล็อคนี้ไปนานนมเย็นโอริโอ้

เนื่องจากผมไม่ค่อยไปไหนเจอเรื่องราวอะไรเลย

เลยไม่มีอะไรในหัว บวกกับการบ้านที่มหาลัย

แค่ไปเรียนวันวันนึงมันก็ฆ่าพลังชีวิตผมไปวันละเสี้ยวนึงแล้วว

แต่วันนี้ไม่ได้แล้วจริงอยากจะเขียน(ให้สำหรับคนที่อยากจะอ่าน)

วันนี้ได้มีการ Test วิชา English communication หรือสอบการสื่อสารของภาษาผู้ดีที่ทำให้เราต้องมานั่งเรียนอยู่ชั่วอายุเต่า แล้วหลายๆคนรวมทั้งผม ก็ยังความรู้ทางภาษาเท่าเต่าจริงๆ

วันนี้ได้สอบ Speaking 

แล้วไงล่ะครับ ? 

ผมรหัสแรก ? 

แล้วไงล่ะครับ ? 

อาจารย์ : อ่ะ ถ้าเรียงจากรหัสคนแรกก็นายวานิช

วานิช : งั้นอาจารย์ก็คงจะไม่เรียงรหัสที่ใช่ไหมครับ

อาจารย์ : เรียงสิ แล้วถ้าไม่เีรียงรหัสจะมีรหัสทำ??

วานิช : ... อืมนั่นสินะ กูคนแรก ? แล้วไง กูคนแรกกกกกกกกกกกกกกกกก ซึ่งภาษาผมก็รากขนเต่าอยู่แล้ว

 

อาจารย์ : ให้เวลาเตรียมตัว สามสิบนาที กับการคิดว่าจะพูดหัวเรื่องระหว่าง friends or activity 

 

 ผมก็รีบวิ่งกรูไปที่ห้องสมุดเลยย 

หึ คิดว่าผมจะหยิบหนังสือมาเปิดดิคหรืออะไรใช่ไหม

ป่าว ผมเปิดคอม www.google.com ไปที่ แปลภาษา

แล้วผมก็สาดความคิดทางด้านภาษาไทยที่มีมาตั้งแต่กำเนิด

ยัดยัดลงไป แล้วก็เขียนๆๆ จนเสร็จ เพื่อนโทรตาม สอบ!!!

วิ่งมาสิครับ แล้วไงครับ กูคนแรก แล้วไงครับ กูรีบ!!! 

มาถึง . .

 

อาจารย์ : อ่ะ ลากเก้าอี้มาใกล้ๆสิ

วานิช : ครืด ครืด

อาจารย์ : OK!@#!@#!$%#$%$#%^$& 

วานิช : Activity @$#@^^&%$&$^&#%@%$ 

(ที่ไม่พิมพ์เพราะผมจำไม่ไ้ด้นะครับ แต่อยากจะเล่าว่า ผมเตรียมสคริบมาประมาณว่า คือผมได้ไปเที่ยวที่สุราษ แล้วพ่อได้พาไปดูที่ คำว่าพื้นที่ มันผิดที่ผมเิองแหละครับที่ใช้คำผิด เป็น landing ซึ่งแปลว่า เครื่องบินลงจอด แล้วไงล่ะครับ ผมจะเล่าว่าผมจะขึ้นทางลาดไปดูพื้นที่ ซึ่งผมพูดภาษาอังกฤษเป็น ผมจะลงเครื่องบินแล้วเป็นทางลาด ซึ่งน่ากลัวมาก)

ทุกอย่างกลับตะละปัด กูนั่งเคาะกูเกิ้ลทำไม กูวิ่งทำไม? กูเตรียมทำไม?

แล้วสุดท้ายจะได้คะแนนเท่าไร  ผมไม่รู้ แต่รู้แค่ว่า ผมก็เก่งที่สามารถพูดเรื่องเดียวให้เป็นสองเรื่องในเวลาเดียวกันได้ ถ้ามีคะแนนครีเอทีฟคงเต็ม :)

เรื่องมันมีอยู่ว่า . .

posted on 02 Jun 2010 13:51 by sistry

เรื่องที่เกิดขึ้นที่จะเขียนให้อ่านต่อไปนี้

ขอคลานยันว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่อิงนิยาย . .  อยากบอกให้เธอเข้าใจ ชัดเจนน 

ถุ๊ย ย ล้อเล่นน่ะครับ

 

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า

เมื่อวันเสาร์ผมได้รับงานให้ไปทำที่นครพนม 

แล้วได้พักที่โรงแีรมค่อนข้างหรูที่หนึ่ง

ห้องพักของผมคือ 219 . .  

 

ห้องนี้นี่แหละครับ ทำให้ต้องเล่า ถึงมัน . . 

ห้องนี้ ผมนอนกับเพื่อนอีกคนนะครับ รวมเป็นสองคน 1+1=2 โอเค เก๊ทนะ หึ หึ

วันนั้นผมเพลียมาก ก็เลยสลบไปตั้งแต่ห้าทุ่ม

แต่เมื่อเวลา ประมาณ ตีสามครึ่ง

ผมก็ได้ยินเสียง เอี๊ยด เอี๊ยด . . 

แหม่ะ แหม่ะ 

ผมก็เอะใจ สะดุ้งตื่น แต่ก็ไม่กล้าีที่จะมองไปตรงแหล่งของเสียง 

แต่สักหนึ่งนาที ผมข่มตาหลับไม่ได้จริงๆ เลยต้องหันควับไปดู 

ผมเห็นแสงจากประตูแง้มออกมา วู้บ ว้าบ วู้บ ว้าบ

ผมก็เลย เปิดไฟ !! 

เสียงนั้นก็หายไป

ผมจึง นอนต่ออีกครั้ง แต่พอปิดไฟเท่านั้น 

แหม่ะ แหม่ะ เอี๊ยด เอี๊ยด

. . .   ผมหันไปมองที่นอนเพื่อน คลุมโปง ครับ .  .

 

เอาล่ะ ผม จะ ทำ ยัง ไง ล่ะ ที นี้ ในเมื่อ ผม จะ ต้อง เผชิญ กับ สิ่ง ที่ ไม่ เคย เจอ มา ก่อนน

 

โอ้ว ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย มันต้องเป็นมันแน่!!!!!

 

ใช่ครับ

มันเป็น มัน จริง ๆ

อีก สองนาทีต่อมา เพื่อนผมเดินเข้ามาพร้อมกับเมาหัวทิ่ม พร้อมถือมันมาหนึ่งอันและถามว่า

"เห้ยย กินมันป่าวว๊าา" 

". . ."

''แล้วมะกี้มันเสียงเชี่ยว์อะไร๊''

"อ๋อ พอ ดี เมื่อกี้ กูอ้วกอยุ่หน้าห้อง อ้วกมันหกดังแหม่ะ แหม่ะ"

"แล้วเอี๊ํยดๆล่ะ "

"ก็พี่ต้องอ่ะดิ กูบอกว่ากูเดินไหวแม่งก็ลากกุมาหน้าห้อง ดังเอี๊ยด เอี๊ยด จากรองเท้ากุมั้ง"

 

อืมม 

เรื่อง มัน มี อยู่ ว่า . .

สวัสดีครับท่านผู้อ่่านทุกท่าน

กระผมเป็นคนกรุงเทพ เกิดที่คลองสาน บ้านอยู่คลองสี่

สำหรับวันนี้ก็ขอมาเขียนเรื่องแล้วร้องครางๆแถมริมตะลิ่ง

เขียนไปเขียนมาไปเจอลิงแก้มแดงอยู่ขอบริมตะคลอง

ดูไปดูมาหน้าเหมือนคิงคองกระบองไม้ไผ่

พอเริ่มขีดเขียนไปก็เริ่มรู้สึกไม่ใส่ใจกับชิ้นงานไปสะงั้น

แล้วทำยังไงทำยังไงทำยังไง เมื่อแรงบันดาลใจฉันไม่มี

เริ่มจับดินสอใหม่ที่ขอบห้วยริมตลิ่ง

เขียนเป็นรูปลิงจั๊กจั๊กคะนักคะน้าผัก

ฮ่วยคำดักบฺ่ฮู้เขียนบ่ออก

นิ้วกูลอกกกกกก คิด ไม่ออก เขียน ไร ดี วะ เนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

 

ปล ขอโทษที่ทำให้คนอ่านเสียเวลา เนื่องจากผมไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย

ผมขอโทดสถานการต่างๆที่ทำให้ในหัวผมนั้นยากต่อการจะคิดอะไร

ผมขอโทษที่ทำให้คนที่ไม่อยากอ่านผิดหวัง

ผมขอโทดคนที่ทำให้ผมหิวข้าว โดยการไม่เปิดร้านขายอาหาร 

ผมขอโทษจริงๆ จุ้บ จุ้บ น้ะ